สิ่งที่เห็นจากศึกคิงส์ คัพ

ทีมชาติไทยแพ้ เวียดนาม ยันชุดใหญ่เลยนะครับ และนี่คือสิ่งที่เห็นจากศึกคิงส์ คัพ ที่บุรีรัมย์ โค้ชโต่ยวางระบบหลังสามตามสไตล์ถนัดของตัวเอง โดยจัดผู้เล่นที่ชุดเก่งลงสนามตามฟอร์มปัจจุบัน ธีรศิลป์ แดงดา เลยเป็นได้แค่ตัวสำรอง และขาดแค่

'เมสซี่เจ' ที่ถอนตัว เพราะกลัวเด็กหงส์ที่เมืองไทยล้อเลียน เอ๊ย! ไม่ใช่ เพราะมีอาการบาดเจ็บต่างหาก ส่วนทีมเยือนมาด้วยสูตร 4-3-3 แบบไม่เกรงศักดิ์ศรีเจ้าบ้าน

เริ่มเกมได้ไม่นานพวกนักเตะสกุลเหงียนก็คุมเกมในแดนกลางได้ด้วยการรับส่งบอลที่รวดเร็วและแม่นยำกว่า เวลาเสียบอลก็สามารถบีบพื้นที่แย่งบอลคืนได้อย่างทันควัน แถมอาศัยลูกหนัก จังหวะ 50-50 ใส่เต็มทุกดอก ขณะที่เราต้องอาศัยจังหวะบุกแบบฉาบฉวยตอบโต้

เวียดนามบุกมากกว่าก็จริง แต่หาจังหวะจบไม่ค่อยเจอ เพราะทีมชาติไทยเล่นเกมรับได้ดี มิหนำยังหาจังหวะยิงแบบได้น้ำได้เนื้อสร้างความหวาดเสียวได้มากกว่าด้วยซ้ำ

ครึ่งหลัง รูปเกมของทีมช้างศึกดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะเคลื่อนที่กันมากขึ้นและเร็วขึ้นสามารถบุกดดันผู้มาเยือนได้เป็นระยะ


กระทั่งโค้ชคู่แข่งส่งกองหน้าตัวเจ็บหมายเลข 10 อย่าง เหงียน คอง เฟือง ลงมานั่นแหละ เกมรุกของทีมดาวทองดูน่ากลัวขึ้นมาทันที

เกมเริ่มตึงเครียด และเกิดการปะทะหนักๆ จนใบเหลืองเริ่มปลิวจากกระเป๋าของผู้ตัดสิน สถานการณ์นั้นเหมือนการชิงจังหวะกันนะครับ แต่เกมรุกของไทยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ ผู้ชมทางบ้านอย่างผมคิดว่าโค้ชน่าจะส่งตัวเก๋าอย่าง 'เจ้ามุ้ย' ลงมาเก็บบอลในแดนหน้า ทว่ากลับเป็นดาวรุ่งอายุ 16 ที่ถูกส่งลงมา เข้าใจว่าต้องการความสด แถมให้โอกาสสัมผัสเกมสำคัญๆ ไปในตัว

ถ้าเกมจบลงด้วยการเสมอกันแล้วดวลจุดโทษตัดสินก็ถือว่ายุติธรรมดีนะครับ แต่เราดันมาเสียสมาธิกันไปเองในช่วงที่สำคัญมากซะอย่างนั้น

อันดับแรกคือก่อนเสียลูกเตะมุม จังหวะนั้นควรจะเล่นอย่างรัดกุมและระมัดระวัง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาสวนขึ้นมาโดยมีกองหลังอยู่หน้ากรอบเขตโทษแค่ 2 คน

อันดับต่อมาที่เสียประตูอาจบอกได้ว่าเป็นความผิดพลาดของนายทวารที่ปัดบอลไม่ออก แต่จังหวะโขก ทำไมเราถึงปล่อยให้ผู้เล่นเหงียนยืนอยู่คนเดียวโล่งๆ แบบนั้น

เรื่องสมาธิ และเรื่องการควบคุมอารมณ์ยังคงเป็นจุดอ่อนของทีมชาติไทยเหมือนเดิม แถมในระหว่างเกมเกือบโดนใบแดงก็เพราะการคุมอารมณ์ของตัวเองนี่แหละ

ติดตามข่าวสารได้ที่ royalstoneind.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วิบากกรรม 'เอบูเอ้'

เด็กหัวฟูกับผู้ใหญ่หน้าเครียด

เมื่อยูโร 2020 กลายเป็นยูโร 2021